Breaking News
Home / TV PROGRAM / “ทรูโฟร์ยู” พร้อมพาฟินจิกหมอนไปกับซีรีย์สืบสวนสุดโรแมนติก “รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่” …

“ทรูโฟร์ยู” พร้อมพาฟินจิกหมอนไปกับซีรีย์สืบสวนสุดโรแมนติก “รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่” …

เป็นอีกหนึ่งซีรีย์วายจากนิยายจีน ที่ได้รับกระแสการตอบรับที่ดีอย่างล้นหลามสำหรับ “รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่” เรื่องราวอ้างอิงประวัติศาสตร์ย้อนไปในปีที่ 14 แห่งราชวงศ์หมิง นำแสดงโดย “ดาร์เรน เฉิน” หนุ่มหล่อ หน้าใส ที่มีรอยยิ้มละลายใจสาว ซึ่งจะมารับบท “ถังฟั่น” ผู้พิพากษาขุนนางขั้น ผู้รักชาติบ้านเมือง และมีคุณธรรม งานนี้จะมาคู่กับ “ฟู่เมิงป๋อ” ผู้รับบท “สุยโจว” องครักษ์เสื้อแพรกองปราบฝ่ายเหนือ ผู้ที่จะคอยปกป้องช่วยเหลือ “ถังฟั่น” จนความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่ค่อยๆแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยังมี “วังจื๋อ” รับบทโดย “หลิวเหยาหย่วน”  เพื่อนสนิทของ “ถังฟั่น” ที่คอยช่วยเหลือกันอย่างลับๆ

            ในรัชศกเฉิงฮว่าปีที่ 14 แห่งราชวงศ์หมิง “ถังฟั่น” กับ “สุยโจว” ได้ร่วมมือกันปิดคดีบุตรชาย “โหวกง” จนทำให้เกิดมิตรภาพ ความสัมพันธ์ขึ้นระหว่างกัน  และแม้จะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ขุนนางมือสะอาดอย่าง “ถังฟั่น” ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะ เช่าบ้านอยู่ วันหนึ่งเกิดเหตุ แม่นางจางซื่อ ผู้เป็นเจ้าของบ้านเสียชีวิตในห้องปิดตาย เมื่อสืบสวนไปในที่สุด ก็นำไปสู่การจับตัว “หลี่มั่น” สามีของผู้ตาย หลังจากนั้นไม่นาน “ถังฟั่น” ต้องออกจากเมืองหลวงไปสืบคดีที่ เหอหนัน เพราะเกิดคดีคนหายตัวไปจำนวนมาก ใกล้สุสานกษัตริย์ราชวงศ์ซ่งเหนือ ปรากฏว่าฆาตกรก็ยังคงเป็น “หลี่มั่น” นักโทษคดีเก่าที่แหกคุกออกไป หลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือด “หลี่มั่น” ก็หนีไปได้อีก ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทั้งในเมืองหลวง และในท้องที่ มีคดีต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยมีกองกำลังของราชสำนักแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง ในที่สุด “ถังฟั่น” กับ “สุยโจว” ก็สามารถเปิดเผยความจริง ร่วมแรงรวมใจกันทำลายแผนลับที่จะกบฏของ “ซั่งหมิง” ผู้บัญชาการสำนักบูรพา

            สำหรับ “รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่” อำนวยการสร้างโดย “เฉินหลง” ดารานักบู๊ชาวฮ่องกง พร้อมที่จะออกอากาศแล้ว 29 เมษายนนี้ ทาง True4U (ทรูโฟร์ยู) ช่อง 24 และ แอปทรูไอดี ระบบเสียง ภาษาพร้อมซับภาษาไทย ทุกวันพุธ – พฤหัสบดี เวลา 22.00 น. และ รีรันวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 13.00 

ถังฟั่น ชื่อรอง รุ่นชิง อายุ 23 ปี ราศีพิจิก เลือดกรุ๊ปโอ  เกิดในปีรัชศกจิ่งไท่ที่ 6 นักษัตรกุล

ครอบครัวเกิดความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ถังฟั่นยังเด็ก บิดาและมารดาเสียชีวิต เขากับพี่สาวจึงเติบโตขึ้นมาด้วยกันด้วยความยากลำบาก กระทั่งพี่สาวแต่งงานไปกับเฮ่อหลิน แม้ถังฟั่นจะไม่ชอบหน้าพี่เขยนัก แต่อย่างน้อยพี่สาวก็ได้มีที่พึ่งพิง  เมื่อไร้ความกังวลถังฟั่นจึงมุ่งมั่นตั้งใจกับการสอบจอหงวน

ถังฟั่นผู้เกิดมาเฉลียวฉลาดและรักความก้าวหน้า ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา ในปีเฉิงฮว่าที่ 11 ก็สอบรับราชการได้ ไม่เพียงเท่านั้นในการสอบต่อหน้าพระพักตร์ ยังทำให้ฮ่องเต้พอใจมาก จนเกือบได้เป็นบัณฑิตเอกขั้นหนึ่ง แต่ทว่า ชีวิตในราชสำนักของถังฟั่นก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะเขาไม่มีเส้นสาย ทั้งยังไม่มีทรัพย์สิน สุดท้ายจึงถูกขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งแย้งฮ่องเต้ว่า อายุยังน้อย เกรงว่าจะลำพองและใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทำให้ถังฟั่นไม่ได้เป็นจอหงวน เป็นเพียงบัณฑิตเอกขั้นสอง ความผิดหวังนี้จึงเหมือนราดน้ำเย็นถังใหญ่ไปยังถังฟั่นผู้เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมายังส่งเขาไปดำรงตำแหน่งลอยๆที่สำนักราชบัณฑิต ทำให้เขาเห็นถึงความเป็นจริงและความล้มเหลวของราชสำนักต้าหมิงอย่างถ่องแท้  เมื่อถังฟั่นมาถึงสำนักราชบัณฑิตก็พบว่าผู้คนรอบตัวล้วนประจบสอพลอผู้มีอิทธิพล  ไม่ใช่หน่วยงานราชการที่มีอนาคตอย่างที่คิดไว้ ถังฟั่นอยากเปลี่ยนสถานการณ์ แต่กลับถูกเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาเย็นชาและกีดกัน  ถังฟั่นผู้มีจิตใจใสบริสุทธิ์ ก็ค่อยๆหมดความกระตือรือร้นไปเรื่อยๆ

หลังจากทำงานง่ายไป 3 ปี ภายใต้การชี้แนะจากชิวจวิ้น พานปินก็หาตัวเขาพบ ซึ่งเวลานั้นพานปินเพิ่งได้ขึ้นเป็นผู้ว่าการศาลซุ่นเทียน ไม่มีลูกน้องมีฝีมือคอยช่วยเหลือ จึงนึกถึงศิษย์น้องถังฟั่นผู้มีความสามารถแต่ไม่มีโอกาสแสดงฝีมือ เช่นนี้ ถังฟั่นจึงได้รับเชิญไปยังศาลซุ่นเทียนและเป็นผู้พิพากษายังศาลแห่งนี้ ครั้งนี้ถังฟั่นรู้ซึ้งถึงวิถีการเป็นขุนนางมือสะอาดแล้ว เขาผู้เย้ยหยันต่อทุกสิ่ง ขอเพียงได้ลิ้มรสอาหารอร่อยก็พอใจแล้ว แต่ถังฟั่นไม่รู้ว่า จิตใจใสสะอาดที่ซ่อนไว้ในตัวเขา จะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งต่อหน้าเพื่อนร่วมทุกข์สุขในชีวิต  ในตัวถังฟั่น หากเราเปรียบเทียบเขากับหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน : ถังฟั่นแม้เป็นผู้พิพากษาขุนนางขั้น 6 แต่ก็ลอยละล่องราวจอกแหนไม่ต่างกับหนุ่มสาวยุคนี้จำนวนมากที่มาทำงานในเมือง และต้องปวดหัวกับเรื่องการเช่าที่พัก การร่ำเรียนหลายปีผ่านการสอบหลายครั้ง แม้สอบได้แล้ว แต่ “ไร้เส้นสายในราชสำนัก ไร้ทรัพย์สินในมือ” คำพูดนี้ทำให้ถังฟั่นไม่ต่างกับลูกหลานผู้ไม่ใช่ข้าราชการ หรือไม่ใช่เศรษฐี ที่ต้องเผชิญหน้ากับการแบ่งปันทรัพยากรทางสังคมที่ไม่ยุติธรรม  ภายนอกที่ดูเหมือนพึ่งพาไม่ได้ของถังฟั่นแท้จริงเป็นเกราะที่เขาต่อต้านสังคม

ในตัวถังฟั่นเป็นปัญญาชนผู้รักชาติบ้านเมือง และมีคุณธรรม แต่ความเป็นจริงของสังคมทำให้เขาต้องปิดบังทุกอย่างให้อยู่ภายใต้เปลือกบุคลิกไม่จริงจัง ไม่รักษากฎระเบียบ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์และตัดสินคดีอย่างแม่นยำ เป็นวิธีเดียวที่เขาสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ ส่วนความชอบในอาหารเลิศรส แสดงให้เห็นว่าเขายังมีความกระตือรือร้นต่อชีวิต ระหว่างถังฟั่นกับสุยโจวเป็นความสัมพันธ์แบบเติมเต็มซึ่งกันและกันประเภทหนึ่ง ในด้านการทำงานและนิสัย ต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างชัดเจน ความแตกต่างนี้ ทำให้พวกเขาเติมเต็มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความขัดแย้งกันบ้าง จนเกิดเป็นละครฉากต่างๆ ในด้านความรู้สึก ถังฟั่นเป็นคนทุ่มเทและจริงจัง แต่ตัวเองกลับไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่เขามีต่อตั่วเอ๋อร์ลา ถังฟั่นอยู่ในภาวะผู้รับมาตลอด กระทั่งตั่วเอ๋อร์ลาสละชีพเพื่อเขา เขาจึงรู้ตัวว่าความรู้สึกที่มีต่อนางนั้นรุนแรงและหนักแน่น.

สุยโจว ชื่อรอง กว่างชวน อายุ 28 ปี ราศีกรกฎ เลือดกรุ๊ปบี เกิดในปีรัชศกเจิ้งถงที่ 14 นักษัตรมะเส็ง

สุยโจวเกิดในตระกูลขุนนาง หากพูดตามภาษาปัจจุบัน ถือว่าเขาเป็นลูกข้าราชการชั้นสูง สุยอันหลัน อาของบิดาเขาสละชีวิตในศึกกบฎป้อมถู่มู่  เขาจึงถือเป็นลูกหลานของผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดินด้วย  การศึกษาตั้งแต่วัยเด็กทำให้สุยโจวเกิดความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ราชสำนักมาโดยตลอด การตอบแทนแผ่นดินเป็นเป้าหมายหลักในชีวิตของเขามาตั้งแต่ยังเยาว์ และเพราะเหตุนี้ ในปีที่สุยโจวอายุ 16 เขาก็พบกับทางเลือกครั้งแรกในชีวิต ตอนอายุ 16 สุยโจวได้พบกับผู้หญิงที่เขารักคนแรก เขาสัญญากับนางว่า เมื่อเป็นทหารเฝ้าชายแดนแล้ว 3 ปี เขาจะกลับมาพร้อมผลงานและแต่งนางเป็นภรรยา แต่เมื่อสุยโจวอายุ 19 กลับมาถึงเมืองหลวงก็พบว่า หญิงสาวคนนั้นได้เป็นภรรยาผู้อื่นไปก่อนแล้ว  ความรักที่ดับสลายทำให้สุยโจวหลงทางไปช่วงเวลาหนึ่ง เขากลับไปยังชายแดน ใช้การกรำศึกมาทำให้ตัวเองด้านชา หลังจากผ่านความเป็นความตายนับครั้งไม่ถ้วน สุยโจวค่อยๆกลับมาเป็นตัวของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ได้เห็นเพื่อนร่วมรบสละชีพในสนามรบไปไม่น้อย เมื่อถังฟั่นและตั่วเอ๋อร์ลาสนิทสนมกันเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน สุยโจวไม่เห็นด้วยนัก ดังนั้นเมื่อตั่วเอ๋อร์ลาสละชีพเพื่อช่วยถังฟั่น ก็เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สุยโจวกับถังฟั่นเข้าใจผิดกันในภายหลัง หลังจากอายุ 19 แล้ว สุยโจวก็ไม่เคยรักใครอีก ครอบครัวถึงขั้นเคยเตรียมการแต่งงานให้เขา  แต่เขาปฎิเสธ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่สุยโจวยังเป็นโสดมาจนอายุ 28 ปี  ตอนอายุ 26 ครอบครัวจัดการให้เขาเข้าเมืองหลวง เพื่อเข้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรกองปราบฝ่ายเหนือ จึงทำให้สุยโจวที่เดิมอยู่ในตำแหน่งซื่อไป่ฮู่ต้องลดตำแหน่งมาครึ่งขั้น ลงเป็นนายกองขั้น 7 แต่สำหรับสุยโจวแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือจะสามารถทำอะไรได้บ้าง

สุยโจวผู้มีภูมิหลังทางบ้านดีไม่เคยต้องกังวลเรื่องผลงานและชื่อเสียงมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เขาเกิดมา ลำดับเหตุการณ์ในชีวิตเหมือนมีคนจัดการมาแล้ว สุยโจวเชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมของระบบระเบียบ แม้จะรู้ว่าราชสำนักและประเทศชาติล้วนมีปัญหา แต่ก็ยังยึดติดในระบบ และพยายามเสนอความจริงและความเป็นธรรมให้ได้มากที่สุดภายในกรอบของระบบระเบียบนั้น ชาติตระกูลและอาชีพทหารทำให้สุยโจวมีการตัดสินใจที่นิ่งสงบ การกระทำที่เด็ดขาดและไม่ไว้หน้าศัตรู นอกจากนั้น วรยุทธ์ของเขายังล้ำเลิศ พร้อมมีผู้อุปถัมภ์และชื่อเสียงที่ดีในราชสำนัก สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเสริมให้กับถังฟั่นด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดังเช่นปัญญาชนคุยกับทหาร บางครั้งก็ยากจะเข้าใจเหตุผลของอีกฝ่าย  ประสบการณ์จากชายแดนและความผิดหวังจากความรักในวัยหนุ่ม สุยโจวจึงเคยชินกับการเก็บกดอารมณ์ไว้ สิ่งนี้สะสมมาแรมปี ทำให้อารมณ์ของสุยโจวมีปัญหา แต่ตัวเขาเองไม่รู้สึก ทั้งนี้ การทำอาหารเป็นการระบายอารมณ์อย่างหนึ่งของสุยโจว ฝันร้ายและอาการนอนไม่หลับอันยาวนานทำให้เขาเพ่งความสนใจไปที่การทำอาหาร ทั้งที่ความจริงนั้นสุยโจวไม่ได้สนใจด้านนี้นัก แต่มันกลับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับถังฟั่น จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือและพึ่งพากันของทั้งคู่ เมื่อถังฟั่นรู้ปัญหาทางอารมณ์และนิสัยของสุยโจวแล้ว ก็ใช้วิธีของตัวเองช่วยเหลือเขาคลี่คลาย

วังจื๋อ ราศีมีน อายุ 17 เลือดกรุ๊ปเอ  เกิดในปีรัชศกเทียนซุ่นที่ 5 นักษัตรมะเส็ง

วังจื๋อ เป็นลูกหลานชาวเผ่าเย้า จากมณฑลกวางสี ในรัชศกเฉิงฮว่าปีที่ 1 เนื่องจากคนในเผ่าเข้าร่วมกับกบฏเถิงเสีย จึงถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขณะนั้นวังจื๋ออายุ 3 ขวบ ก็ถูกคุมตัวเป็นเชลยมายังเมืองหลวงด้วย เนื่องจากหน้าตาหมดจด ลักษณะท่าทางฉลาดเฉลียว เมื่ออายุ 6 ขวบ วังจื๋อจึงเข้าวังในฐานะขันทีเด็ก จนเป็นขันทีผู้ใหญ่เต็มตัว และถูกส่งให้อยู่ข้างกายว่านกุ้ยเฟย ถวายการรับใช้ในชีวิตประจำวัน ตอนที่วังจื๋อเข้ารับใช้ข้างกายว่านกุ้ยเฟยนั้น เป็นจังหวะที่นางเพิ่งเสียลูกไปไม่นาน นางรู้ตัวดีว่าด้วยอายุที่มากกว่าฮ่องเต้ถึง 17 ปีจึงไม่อาจมีทายาทให้กับพระองค์ได้อีกแล้ว อารมณ์และความคิดจึงตกอยู่ในความเจ็บปวด สำหรับว่านกุ้ยเฟยแล้ว การมาของวังจื๋อ เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจได้ดี บวกกับความฉลาดของวังจื๋อ ทำให้นางเห็นวังจื๋อเป็นเหมือนตัวแทนลูกตัวเอง ตอนวังจื๋ออายุ 13 ฮ่องเต้เสี้ยนจงกำลังเป็นทุกข์กับการที่ไม่มีคนที่ไว้ใจได้อยู่ข้างกาย ว่านกุ้ยเฟยต้องการแบ่งเบาความทุกข์นั้น และมีเป้าหมายวางคนของตัวไว้ข้างฮ่องเต้ จึงแนะนำวังจื๋อให้พระองค์ ไม่นานนัก วังจื๋อ ผู้ทำงานดีก็ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี วังจื๋อได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ไว้ใจที่สุด ยังได้รับมอบหมายให้ตั้งสำนักประจิมที่มีอำนาจเหนือราชสำนัก

บัดนี้วังจื๋อ มีอายุเพียง 17  แต่มีอำนาจสูงสุดในระดับที่คนทั่วไปและทั้งชีวิตไม่สามารถมีได้ ในฐานะ 1 ใน 4 ขันทีผู้มีอิทธิพลสูงสุดแห่งราชวงศ์หมิง เขาไม่มีความต้องการในทรัพย์สินเงินทอง เหตุผลง่ายมาก นั่นเพราะเขายังอายุน้อย อนาคตยังไปได้อีกไกล จึงมีความปรารถนาในอำนาจ ส่วนเงินทองนั้นให้เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้สูงอายุเถิด  วังจื๋อรู้ตัวว่าสิ่งที่ตนมีอยู่ล้วนแล้วแต่เพราะฮ่องเต้ประทานให้ สำหรับฮ่องเต้ ตัวเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หากอยากเป็นหมากที่อยู่บนกระดานได้นานขึ้น ตัวเองจำเป็นต้องแสดงฝีมือให้ถึงที่สุด ดังนั้น วังจื๋อจึงพยายามอย่างเต็มที่ในการตั้งสำนักประจิม ภายในเวลาสั้นๆเพียง 1 ปี ก็ล้ำหน้าสำนักบูรพาที่มีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี หากไม่ใช่ฮ่องเต้มีประสงค์จะให้สองสำนักนี้คานอำนาจกัน ก็อาจจะให้สำนักบูรพามาแทนที่ไปแล้ว  วังจื๋อมีปรัชญาการเอาตัวรอดแนวปฎิบัตินิยม ทุกอย่างสามารถนำมาหยิบใช้ได้ทั้งสิ้น รวมถึงมนุษย์ด้วย ในสายตาของเขา ไม่มีความแตกต่างระหว่างศัตรูและมิตร มีเพียงความแตกต่างของผลประโยชน์และจุดยืน เมื่อวัตถุประสงค์สอดคล้องกัน ถังฟั่นกับสุยโจวก็เป็นผู้ที่เขาใช้ประโยชน์ได้ แต่หากเกิดความขัดแย้งขึ้น เขาก็ไม่ไว้หน้าผู้ใดเช่นกัน ยกเว้นคนเพียงผู้เดียว นั่นคือว่านกุ้ยเฟย